วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2562

กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันไม่ได้ประกาศเคอร์ฟิวร์แต่ใช้มาตรการทางกฏหมายต่อผู้ก่อเหตุรุนแรง

 8 พ.ย. 2562 14:58 น.    เข้าชม 133

          พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า ตามที่มีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆว่า กองทัพภาคที่ 4 ได้ประกาศเคอร์ฟิวทั่วพื้นที่เพื่อตามล่ากลุ่มโจร BRN ที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญสังหารหมู่ประชาชน 15 ศพ ในช่วงที่ผ่านมา นั้น ทั้งนี้การนำเสนอข่าวดังกล่าวอาจสร้างความสับสนและความตื่นตระหนกแก่พี่น้องประชาชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จึงขอชี้แจงให้ทราบว่า ภายหลังเกิดเหตุ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผอ.รมน.ภาค 4 ได้สั่งการให้บูรณาการกำลังเข้าบังคับใช้กฏหมายขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงโดยปัจจุบันหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์สามารถระบุกลุ่มและตัวบุคคลที่ร่วมก่อเหตุได้แล้วจำนวนหนึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเข้ากดดันและติดตามจับกุมในพื้นที่ต้องสงสัยในหมู่บ้านให้การสนับสนุน พื้นที่ป่าภูเขาช่วงรอยต่อจ.สงขลาและบ้านเครือญาติ โดยได้มีการเปิดแผนเข้าติดตาม จับกุม กดดันในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าเขา ส่วนที่ 2 เข้ากดดันต่อกลุ่มบุคคลเป้าหมายซึ่งคาดว่าเป็นผู้ที่คอยให้การช่วยเหลือให้การสนับสนุนพาผู้ก่อเหตุหลบหนี รวมถึงหมู่บ้านที่การสนับสนุนและเป้าหมายสุดท้ายก็คือ เป้าหมายบุคคลที่เป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มีรายชื่ออยู่แล้วจำนวน 21 คน ก็จะทำการเข้ากดดันในบ้านของครอบครัวและเครือญาติต่อไป

          ผลความคืบหน้าล่าสุด ตอนนี้สามารถควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยได้แล้ว 1 ราย เป็นราษฎรในพื้นที่ตำบลปากล่อ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ติดกับจุดที่คนร้ายได้มีการลอบวางระเบิดและเผายางรถยนต์เพื่อสกัดกั้นการช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่แกะรอยจนไปควบคุมตัวได้ที่ตำบลธารโต อำเภอธารโต จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ในระหว่างการซักถามที่ศูนย์ซักถามของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เพื่อขยายผลต่อไปยังเครือข่ายกลุ่มที่ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ต่อไป

          กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่า จะบังคับใช้กฎหมาย ภายใต้อำนาจของกฎหมายความมั่นคงที่มีอยู่ด้วยความระมัดระวัง โดยไม่ให้กระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชน การปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปัจจุบัน พบว่าพี่น้องประชาชนให้การสนับสนุนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ด้วยดีเสมอมา และไม่มีเหตุการณ์ในครั้งใด ที่บุคคลหรือกลุ่มบุคลเข้ามาขัดขวางต่อการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ จึงขอยืนยันต่อพี่น้องประชาชนว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นอันใดที่จะต้องประกาศใช้เคอร์ฟิวในพื้นที่เพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องประชาชนตามที่เป็นข่าว

          อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือให้ประชาชนได้ช่วยกันตรวจสอบเบาะแสคนร้ายที่คาดว่าน่าจะกระจายไปหลบซ่อนตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจากการตรวจสอบหลักฐานในที่เกิดเหตุ ตรวจพบหลักฐานหลายอย่าง คาดว่าคนร้ายที่เข้าก่อเหตุในครั้งนี้ น่าจะได้รับบาดเจ็บไปจำนวนหลายรายเช่นเดียวกัน หากพี่น้องประชาชนพบบุคคลต้องสงสัย ขอให้แจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ได้รับทราบ หรือโทรศัพท์มาแจ้งที่ 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่ให้การช่วยเหลือ สนับสนุน หรือให้ที่พักพิง จะเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ก่อเหตุรุนแรง

          ด้านผู้ต้องสงสัยที่ได้ควบคุมตัวอยู่ในขณะนี้ พันเอกปราโมทย์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ได้ให้การยอมรับในหลายประเด็น แต่ยังให้การปฏิเสธเรื่องการก่อเหตุรุนแรงในครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่มีหลักฐานที่ได้จากที่เกิดเหตุคือ ปลอกกระสุนปืน ทั้งปืนเล็กยาว M 16 และปืนอาก้า จากการตรวจพิสูจน์ขั้นต้นโดยนิติวิทยาศาสตร์ สามารถที่จะรู้กลุ่มคนร้าย และรู้ตัวบุคคลที่ก่อเหตุในครั้งนี้ได้แล้วหลายคน และสามารถนำไปออกหมายจับ ป.วิ อาญา หลายคน ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มที่เข้าโจมตีชุดคุ้มครองตำบลปะกาฮารัง ที่จังหวัดปัตตานี , กลุ่มเดียวกับที่ปล้นตู้เอทีเอ็มที่มหาวิทยาลัยฟาฏอนี และเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มที่ปล้นร้านทอง อ.นาทวี จ.สงขลา นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานเป็นรอยเลือดของคนร้ายที่คาดว่าได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งวัตถุพยายานอื่นๆ เช่น ซองกระสุนที่คนร้ายทิ้งไว้ หมวกปีก เป้สนาม ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบสารพันธุกรรม ขอยืนยันว่ากลุ่มคนร้ายเป็นกลุ่มเดิมที่เคลื่อนไหวในรอยต่อของพื้นที่ อ.เมือง จ. ยะลา, อ.โคกโพธิ์ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา มีการรวมกำลังกันเข้ามา และกระจายกันหลบหนี ไปพักอาศัยตามบ้านของแนวร่วม

          นอกจากนี้ จากการตรวจสอบ ยังพบปลอกกระสุนจำนวนกว่า 100 ปลอก ทำให้เชื่อได้ว่า กลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้ น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 12 คน และอาจจะมากถึง 30-40 คน หากรวมผู้ที่ให้การสนับสนุน , ผู้ที่สกัดกั้นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่, ผู้ที่พาหลบหนี, ผู้ที่ให้ที่พักอาศัย หรือผู้ที่นำอาวุธไปเก็บ ซึ่งอาวุธปืนบางส่วนเป็นปืนที่ใช้ก่อเหตุมาแล้ว แต่บางส่วนเป็นปืนที่ยังไม่มีหลักฐานปรากฏ ก็ต้องตรวจสอบกันต่อไป สำหรับหลักฐานที่ทาง EOD ส่งมาให้มี 3 ชนิดคือ ระเบิดแสวงเครื่องจำนวน 3 ลูก(ระเบิดทำงาน 1 ลูก ด้าน 2 ลูก) ปลอกกระสุนปืนอาก้า จำนวนหลายปลอก และปลอกกระสุนปืนขนาด 5.56 อีกหลายปลอก และยังไม่มีหลักฐานของการใช้ระเบิด M79 ตามที่เป็นข่าว แต่อย่างใด

          สำหรับความคืบหน้าเรื่องกลุ่มที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ ในขณะนี้มีรายชื่อ 21 คนส่วนใหญ่เป็นพี่น้องตระกูล หลำโซ๊ะ เป็นแกนนำ ในส่วนที่เหลือ เป็นบุคคลเป้าหมายที่มีหมายจับเกือบทั้งหมด ขอยืนยันว่ากลุ่มที่ใช้ความรุนแรงในห้วงที่ผ่านมา เป็นกลุ่มเดิม เป็นกลุ่มที่มีหมายจับ เป็นกลุ่มหน้าเดิมที่มีหมายจับคนละหลายหมาย ซึ่งเรามีการประเมินกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงจากฐานข่าวตลอดเวลา

          สำหรับการสร้างความเชื่อมั่นและขวัญกำลังใจ ของพี่น้องประชาชนให้กลับคืนมานั้น แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้วางแผนการรักษาความปลอดภัย โดยพิจารณาจากระดับความรุนแรงของพื้นที่เป้าหมาย ได้มีการประเมินความเสี่ยงในการวางกำลัง โดยเน้นในเบื้องต้น 118 หมู่บ้านที่ถือว่าต้องมีการเกาะติดอย่างใกล้ชิด แต่เมื่อมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นมา แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งให้ทบทวนและดูเรื่องแผนรักษาความปลอดภัยชุมชนในหมู่บ้านเสริมสร้างการพัฒนา และหมู่บ้านเร่งรัดการพัฒนาเพิ่มขึ้นด้วย ถ้าจำเป็นจะต้องมีการปฏิบัติงานในป้อม ชรบ. จะต้องมีเจ้าหน้าที่ไปช่วยเสริม

          สำหรับครอบครัวผู้สูญเสีย ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการด้านการช่วยเหลือเยียวยาอย่างเร็วที่สุด นอกจากนี้ ยังมีสั่งการเพิ่มเติมล่าสุดจากแม่ทัพภาคที่ 4 ให้เตรียมเฮลิคอปเตอร์ สแตนด์บายสำหรับชุดปฏิบัติการรบพิเศษจู่โจมเคลื่อนที่ทางอากาศ ที่จะสามารถเข้าที่หมายได้เพื่อแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

          กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันว่า จะใช้มาตรการทางกฏหมายภายใต้อำนาจที่มีอยู่ด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ ปัจจุบันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภายใต้อำนาจทางกฏหมายที่มีอยู่ไม่ได้ถูกจำกัดโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลจึงไม่มีเหตุผลและความจำเป็นอันใดที่จะต้องประกาศใช้เคอร์ฟิวส์ในพื้นที่ตามที่เป็นข่าว

          อย่างไรก็ตามก็ต้องขอความร่วมมือกับพี่น้องประชาชนให้ช่วยกันตรวจสอบและแจ้งเบาะแสกลุ่มคนร้ายให้เจ้าหน้าที่ทราบเพื่อเข้าดำเนินการตามกฏหมายต่อไป สำหรับบุคลคลที่คอยให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนหรือให้ที่พักพิง มีความผิดตามกฏหมายในอัตราเดียวกับฐานความผิดของผู้ก่อเหตุรุนแรง

          ส่วนมาตรการในการรักษาความปลอดภัย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าได้ปรับแผนให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นด้วยการจัดเจ้าหน้าที่ทหารเข้าเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน/ชุมชนให้รัดกุมมากขึ้นทั้งนี้เพราะชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)เป็นเพียงประชาชนจิตอาสาที่เสียสละและอุทิศตนเข้ามาช่วยกันดูแลความปลอดภัยชุมชนของตนเองไม่ใช่เป็นกองกำลังติดอาวุธฝ่ายพลเรือนดังที่องค์กรแนวร่วมและกลุ่ม PerMas นำมาบิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อเหตุของกลุ่มขบวนการBRN ดังที่ปรากฏให้เห็นในช่วงที่ผ่านมา

ความคิดเห็น